นมัสการขอพร “พระเจ้าองค์ตื้อ” ที่วัดศิลาอาสน์ (ภูพระ)
โบราณวัตถุสถาน อันเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา พบหลักฐานว่า เริ่มมีขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ในพุทธศตวรรษที่ 2 ซึ่งทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทรงอุปถัมภ์บำรุงและสร้างพุทธเจดียสถานไว้หลายแห่ง แต่อินเดียสมัยนั้นมีข้อห้ามไม่ให้ทำรูปคนไว้สำหรับเคารพกราบไหว้ จึงไม่สามารถทำรูปพระพุทธองค์เป็นรูปมนุษย์ได้ เลยใช้วิธีการสร้างเป็นสัญลักษณ์อย่างอื่นขึ้นแทน เช่น ปางประทานปฐมเทศนา ก็ทำเป็นรูปธรรมจักรมีรูปกวางหมอบ อันหมายความว่า ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นต้น
ทัวร์ต่างประเทศ ทัวร์ฮ่องกง ทัวร์ยุโรป ทัวร์ราคาถูก
ล่วงมาภายหลังพุทธศตวรรษที่ 6 เล็กน้อย จึงมีการสร้างรูปพระพุทธองค์เป็นรูปมนุษย์ขึ้น กาลเวลาที่ล่วงเลยสมัยพุทธกาลมาช้านาน ลักษณะพระพุทธรูปจึงออกมาในลักษณะที่ทำตามความคิดฝัน เพื่อเป็นพุทธานุสสติ ให้ระลึกถึงและน้อมใจปฏิบัติตามคำของสั่งสอนของพระพุทธองค์ มิใช่เพื่อต้องการทำให้เหมือนองค์พระพุทธเจ้า
ทัวร์ต่างประเทศ ทัวร์ฮ่องกง ทัวร์ยุโรป ทัวร์ราคาถูก
“สัทธา” หรือ “ศรัทธา” แปลว่า ความเชื่อ หมายถึงเชื่อด้วยปัญญา เชื่อด้วยเหตุผล
“ตถาคตโพธิสัทธา” แปลว่า ความเชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือเชื่อว่า พุทธเจ้าได้ตรัสรู้จริง ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มีและดีจริง สามารถนำผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสุข ตั้งแต่สุขธรรมดาในโลกจนถึงสุขอันยอดเยี่ยม เป็นหนทางให้บรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้จริง ตถาคตโพธิสัทธา จึงเป็นเหตุให้มั่นใจในพระพุทธเจ้าและธรรมที่พระองค์สอน พร้อมปฏิบัติตามด้วยความมั่นใจ ปราศจากความลังเลสงสัย คนที่ไม่มีตถาคตโพธิสัทธาย่อมไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง เมื่อปฏิเสธพระพุทธเจ้า ก็เป็นอันปฏิเสธทั้งธรรมที่ทรงสอน ทั้งกรรมและผลกรรม
เนินเขาเตี้ยๆ ในเขตบ้านนาไก่เซา ต.นาเสียว อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของภูแลนคา มีเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากคนรุ่นเก่าสืบกันมาเป็นร้อยๆ ปีว่า มีคนมาพบสถานที่แห่งนี้ บริเวณผนังเพิงผาจำหลัก เป็นพระพุทธรูปขนาดต่างๆ รวม 9 องค์ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เขาภูพระ”
พุทธรูปองค์ใหญ่จำหลักในลักษณะนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวาวางอยู่ที่พระเพลา(ตัก) พระหัตถ์ซ้ายวางพาดอยู่ที่พระชงฆ์ (แข้ง) เป็นลักษณะตรงข้ามกับปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 ฟุต สูง 7 ฟุต เรียกกันว่า “พระเจ้าองค์ตื้อ” มีพระพุทธรูปขนาดเล็กสูงประมาณ 7 นิ้ว ลักษณะเดียวกันอีก 1 องค์ จำหลักอยู่ที่ผนังหินด้านหน้าทางซ้ายมือของพระเจ้าองค์ตื้อ (ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็คงไม่เห็น) ใกล้ๆ กันมีพระพุทธรูปอีก 7 องค์ จำหลักรอบเสาหินทราย ประทับนั่งเรียงแถวปางสมาธิ 5 องค์ และปางเดียวกับพระเจ้าองค์ตื้ออีก 2 องค์ พระพุทธรูปเหล่านี้มีพุทธลักษณะแบบสมัยอู่ทองหรือทวารวดี มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 –19
หากจินตนาการย้อนกลับไป ในท่ามกลางไพรป่ารกชัฎ ต้นทางในความพยามยามจำหลักพระพุทธรูปเหล่านี้ คงสืบเนื่องมาจากตถาคตโพธิสัทธาและพุทธานุสสติ ของผู้คนในสมัยนั้นเป็นแน่แท้
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขาภูพระเป็นโบราณวัตถุสถาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 เป็นต้นมา ภายหลังได้กำหนดขอบเขตที่ดินเป็นเขตโบราณสถานไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีการทำลายโบราณสถาน ที่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดด้วย ในปี พ.ศ.2483 พระวิบูลนิโรธกิจ อดีตเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ (พระครูเจริญนิโรธ เจ้าคณะจังหวัดขณะนั้น) ได้ขอตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชื่อ “ศิลาอาสน์” พร้อมแผ้วถางบริเวณ ในปีถัดมาได้สร้างกุฏิ เพื่อให้พระภิกษุอยู่จำพรรษามาตลอดจนทุกวันนี้ มีคำบอกเล่ากันมาว่า ณ บริเวณนี้ เคยเป็นที่ปฏิบัติธรรมของพระอริยสงฆ์หลายรูป เช่น พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์ฝั้น หลวงปู่แหวน ฯลฯ เพราะแต่เดิมมีสภาพป่าทึบสงบเงียบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่ง
ถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 และเทศกาลบุญเดือน 5 วันขึ้น 13-15 ค่ำ ของทุกปี จะมีงานนมัสการพระเจ้าองค์ตื้อ ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่จากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาเพื่อบูชาหรือแก้บน เพราะมักนิยมมาบนบานขอให้หายป่วยหรือขอบุตร โดยเฉพาะบุตรชาย อันเป็นความเชื่อของผู้คนที่นับถือในพระเจ้าองค์ตื้อ โดยจะจัดแต่งเครื่องบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน ของหวาน มานมัสการและปิดทองรูปแกะสลักบนผนังหิน จะมีผู้สูงอายุที่เรียกว่าแม่หมอ เป็นผู้นำประกอบพิธีขอพรและรำบวงสรวง ที่เรียกว่า “รำผีฟ้า” มีหมอแคนเป่าให้จังหวะ ด้วยมีความเชื่อว่า การบวงสรวงและรำผีฟ้าถวาย จะทำให้หายเจ็บป่วย อยู่เย็นเป็นสุข บางคนจัดเตรียมเครื่องนอน มาอยู่ที่วัดตลอดจนพิธีแล้วเสร็จ จึงเดินทางกลับบ้านก็มี

การเดินทาง
จากตัวเมืองชัยภูมิไปตามทางหลวงหมายเลข 201(ชัยภูมิ-ภูเขียว) 13 กิโลเมตร โดยประมาณ แล้วเลี้ยวซ้ายตามเส้นทาง นาเสียว – ห้วยซัน อีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงทางเข้าวัด

No Comments
Comments feed for this article